Month: มีนาคม 2020

สมุนไพรรางจืด เป็นไม้เลื้อยหรือไม้เถาที่มีเนื้อแข็ง สรรพคุณครอบจักรวาล

No Comments
สมุนไพรรางจืด

สมุนไพรรางจืด

สมุนไพรรางจืด มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า รางเย็น คาย (ยะลา), ดุเหว่า (ปัตตานี), ทิดพุด (นครศรีธรรมราช), ย่ำแย้ แอดแอ (เพชรบูรณ์), น้ำนอง (สระบุรี), จอลอดิเออ ซั้งกะ ปั้งกะล่ะ พอหน่อเตอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), กำลังช้างเผือก ยาเขียว เครือเขาเขียว ขอบชะนาง (ภาคกลาง), ว่านรางจืด เป็นต้น

ต้นรางจืด เป็นไม้เลื้อยหรือไม้เถาที่มีเนื้อแข็ง ลำต้นหรือเถานั้นจะกลมเป็นปล้อง มีสีเขียวสดหรือสีเขียวเข้ม ลำต้นไม่มีขนและไม่มีมือจับเหมือนกับตำลึง และมะระ แต่อาศัยลำต้นในการพันรัดขึ้นไป รางจืดเป็นพืชในเขตร้อนและเขตอบอุ่นของทวีปเอเชีย จึงสามารถขึ้นได้ทั่วไปตามป่าดิบชื้นของประเทศไทยทั่วทุกภาค เจริญเติบโตได้เร็วมาก และขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เถาในการปักชำ

สมุนไพรรางจืด

สรรพคุณ

รากและเถาของรางจืดสามารถใช้รับประทานเป็นยาแก้ร้อนใน (ราก, เถา)
รางจืดมีสรรพคุณช่วยแก้อาการกระหายน้ำ (ราก, เถา)
ใบและรากของรางจืดมีสรรพคุณใช้ปรุงเป็นยาถอนพิษไข้ได้ (ใบ, ราก)
ใบรางจืดมีสรรพคุณใช้เป็นยาพอกบาดแผล (ใบ, ราก)
ช่วยรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก (ใบ, ราก)

ว่านรางจืดมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการผื่นแพ้ต่าง ๆ (ใบ, ราก)
ช่วยทำลายพิษจากยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ซึ่งจัดเป็นสารพิษที่ร้ายกาจที่สุดชนิดหนึ่ง เพราะในปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ก็สามารถทำให้คนเสียชีวิตได้เลย เพราะสารพิษชนิดนี้จะไปทำให้เกิดการสร้างออกซิเจนที่ไม่เสถียรขึ้นมา ซึ่งออกซิเจนเหล่านี้จะไปทำลายเยื่อหุ้มเซลล์และทำให้เซลล์ตาย โดยสารพิษพาราควอตนั้นจะอันตรายที่สุด เพราะจะไปทำให้เนื้อเยื่อในปอดถูกทำลายจนไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้และเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งจากรายงานของโรงพยาบาลศิริราชพบว่าผู้ที่ได้รับสารพิษพาราควอตจะเสียชีวิตทุกราย (อันตราการเสียชีวิตประมาณ 80%) ซึ่งแน่นอนว่ารางจืดสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้ แต่ต้องรักษาด้วยวิธีการอื่น ๆ ร่วมด้วย ส่วนงานศึกษาวิจัยของอาจารย์พาณี เตชะเสน และคณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าการใช้น้ำคั้นจากใบรางจืดป้อนให้หนูทดลองที่กินยาฆ่าแมลง “โฟลิดอล” พบว่ามันสามารถช่วยแก้พิษได้ โดยช่วยลดอัตราการตายลงเยอะมากจาก 56% เหลือเพียง 5% เท่านั้น และจากงานวิจัยของคุณสุชาสินี คงกระพันธ์ ที่ได้ทำการทดลองใช้สารสกัดแห้งจากใบรางจืดป้อนให้หนูทดลองที่รับยาฆ่าแมลงในกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟตที่มีชื่อว่า “มาลาไธออน” พบว่ามันสามารถช่วยชีวิตหนูทดลองได้มากถึง 30% (ใบ, ราก)
ช่วยแก้พิษจากสัตว์ที่เป็นพิษและพืชที่เป็นพิษ เช่น แก้พิษจากแมงดาทะเล ปลาปักเป้า ซึ่งเป็นพิษที่อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้โดยง่ายหากได้รับในปริมาณมาก ๆ โดยสารพิษที่ว่านี้คือ เทโทรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีสารแก้พิษนี้โดยเฉพาะ การรักษาต้องรักษาแบบประคับประคองอาการ แต่การใช้รางจืดเพื่อรักษาพบว่าเมื่อผ่านไปประมาณ 40 นาทีผู้ป่วยกลับมีอาการดีขึ้นจนน่าประหลาดใจ (ใบ, ราก)
รางจืดช่วยต่อต้านพิษจากสารตะกั่วต่อสมอง ซึ่งสารตะกั่วนี้ก็มาจากมลพิษจากเครื่องยนต์ และแน่นอนว่าคนที่อาศัยอยู่ในเมืองจะมีโอกาสได้รับสารตะกั่วสูงกว่าคนทั่วไป โดยพิษจากสารตะกั่วนี้ก็มีผลต่อระบบภายในร่างกายหลายระบบด้วยกัน แต่ที่สำคัญเลยก็คือระบบสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้ มีงานวิจัยระบุออกมาว่า แม้รางจืดจะไม่ได้ช่วยลดระดับของสารตะกั่วในเลือดของหนูทดลอง แต่มันก็สามารถช่วยลดพิษของสารตะกั่วต่อระบบความจำและการเรียนรู้ในหนูทดลองได้ สรุปก็คือมันทำให้เซลล์ประสาทตายน้อยลงนั่นเอง (ใบ, ราก)
ช่วยถอนพิษจากยาเบื่อชนิดต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม (เช่น พิษจากผลไม้ที่ติดอยู่ในฝักที่รับประทาน เป็นต้น) รวมไปถึงพิษจากสตริกนินให้เป็นกลาง ซึ่งจากการทดลองของคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าถ้าหากใช้ผงจากรากรางจืดผสมกับน้ำยาสตริกนินก่อนป้อนให้หนูทดลอง ปรากฏว่าหนูทดลองไม่เป็นอะไร แสดงให้เห็นว่าผงจากรากรางจืดสามารถช่วยดูดซับสารพิษชนิดนี้ไว้ได้ (ใบ, ราก)
ช่วยในการลดเลิกยาบ้า ซึ่งงานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒพบว่ารางจืดมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้าย ๆกับฤทธิ์ของสารเสพติดอย่างแอมเฟตามีนและโคเคน ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่หลั่งออกมามากในขณะที่ผู้ป่วยใช้สารแอมเฟตามีน ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยสารสกัดจากรางจืดนั้นเกิดความพึงพอใจ เช่นเดียวกับการใช้สารเสพติด และหากนำไปใช้ในการรักษากับผู้ป่วยก็จะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทุรนทุรายมากนัก ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการช่วยลดและเลิกการใช้เสพติดได้ (ใบ,ราก)
รางจืด แก้เมา สรรพคุณช่วยแก้อาการเมาค้าง แก้พิษจากแอลกอฮอล์ พิษจากการดื่มเหล้าในปริมาณมากเกินไป โดยคณะเภสัชศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการศึกษาวิจัยฤทธิ์ของรางจืดในการต่อต้านพิษจากแอลกอฮอล์ต่อตับ และพบว่าสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดนั้นสามารถช่วยป้องกันการตายของเซลล์ตับซึ่งเกิดจากพิษของแอลกอฮอล์และช่วยลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดได้ และมหาวิทยาลัยขอนแก่นก็ได้มีการศึกษาฤทธิ์ของรางจืดต่ออาการขาดเหล้า และพบว่าสารสกัดจากรางจืดช่วยทำให้ลดภาวะซึมเศร้า ทำให้พฤติกรรมที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวในหนูทดลองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และยังช่วยลดการถูกทำลายเซลล์ประสาทของหนูเนื่องจากการขาดเหล้าได้ แต่ไม่มีผลต่อการช่วยลดความวิตกกังวล (ใบ, ราก)
รางจืด เบาหวาน รางจืดช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมเบาหวานและความดันได้ จากงานศึกษาวิจัยของหมอชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ได้ทำการทดลองในหนูเบาหวานที่ได้รับน้ำต้มจากใบรางจืด ได้ผลว่ามันสามารถช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ยังพบว่าการให้สารสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดมีฤทธิ์ช่วยลดน้ำตาลในเลือด และยังช่วยทำให้บีต้าเซลล์ของตับอ่อนฟื้นฟูขึ้นบ้างแม้จะไม่สมบูรณ์ และพบว่าสารสกัดจากน้ำของใบรางจืดนั้นมีผลทำให้ความดันโลหิตของหนูลดลง และช่วยทำให้หลอดเลือดแดงคลายตัว (การใช้สมุนไพรรางจืดในการรักษาโรคเบาหวานและความดันนั้น ควรรักษาร่วมไปกับแผนปัจจุบัน รวมทั้งมีการวัดระดับน้ำตาลและระดับความดันอย่างใกล้ชิด เพราะการศึกษาวิจัยดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการทดลองกับสัตว์เท่านั้น รวมไปถึงต้องระวังการเกิดการเสริมฤทธิ์กันเองของตัวยาดังกล่าวด้วย)
รางจืดมีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง โดยสารใด ๆ ก็ตามที่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ศักยภาพสูงสามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้ แต่สำหรับข้อดีของรางจืดนั้นมีฤทธิ์ในการต้านไม่ให้สารชนิดดังกล่าวออกฤทธิ์ ซึ่งแตกต่างจากกวาวเครือ ที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการแบ่งตัวและสร้างนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่ขึ้น
สารสกัดน้ำจากใบรางจืดมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสูงมาก
ช่วยต่อต้านและแก้อาการอักเสบต่าง ๆ เช่น อาการผดผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย เริม งูสวัด อีสุกอีใส โดยจากการศึกษาพบว่ารางจืดนั้นมีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบสูงกว่ามังคุด ถึง 2 เท่า ! และยังมีความปลอดภัยสูงกว่าอีกด้วย นอกจากนี้สารสกัดจากรางจืดในรูปแบบครีมก็สามารถช่วยลดอาการอักเสบได้ดีเทียบเท่ากับครีมสเตียรอยด์ (ใบ, ราก)…

สมุนไพรกานพลู คุณประโยชน์หลากหลาย กลิ่นหอมเฉพาะตัว มีสารประกอบอย่างฟีโนลิกในปริมาณมาก ซึ่งมีสรรพคุณช่วยเรื่องการต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย

No Comments
สมุนไพรกานพลู

สมุนไพรกานพลู

สมุนไพรกานพลู ต้นกานพลู เป็นไม้ยืนต้นและเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่น่าใจ มีสรรพคุณทางยาหลากหลาย มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เป็นสมุนไพรไทยที่มีรสเผ็ด โดยมีการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวมากที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย อินเดีย ปากีสถาน และศรีลังกา เป็นต้น

สมุนไพรกานพลู

เรานิยมนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นดอกตูม ผล ต้น เปลือก ใบ รวมไปถึงน้ำมันหอมระเหย ในบัญชียาสมุนไพร ตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5) มีการใช้กานพลูเป็นยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) โดยปรากฏอยู่ในตำรับยาหลายชนิด ได้แก่ ยาหอมเทพจิตร ยาหอมนวโกฐ ซึ่งจะมีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ อยู่ด้วย มีสรรพคุณช่วยแก้ลม วิงเวียน อาการหน้ามืดตาลาย ใจสั่น คลื่นไส้อาเจียน และยังมีการใช้กานพลูเป็นยารักษากลุ่มอาการทางระบบอาหาร ซึ่งประกอบไปด้วย ยาธาตุบรรจบ ยาประสะกานพลู ซึ่งจะช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด อาหารไม่ย่อยเป็นต้น

นอกจากจะเป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวแล้ว ยังเป็นสมุนไพรที่สามารถนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ โดยเฉพาะดอกตูมแก่ กานพลูเป็นสมุนไพรที่ให้ประโยชน์และสรรพคุณทางยาแก่ร่างกายมากมาย ซึ่งก็มีดังนี้

1. ช่วยเผาผลาญแคลอรี่

กานพลูมีสรรพคุณช่วยในการเผาผลาญแคลอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะช่วยลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก และผู้ที่มีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างยิ่ง

2. ช่วยเพิ่มน้ำนมในคุณแม่ลูกอ่อน

กานพลูคือ สมุนไพรที่มีการแนะนำให้คุณแม่ที่ให้นมบุตรได้ทาน เพราะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และช่วยทำให้น้ำนมของคุณแม่มีปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็มีการแนะนำให้คุณแม่ที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์หลีกเลี่ยงการทานสมุนไพรชนิดนี้ โดยเฉพาะน้ำมันหอมระเหยกานพลู เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

3. ลดการอักเสบและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

กานพลูมีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่าสารยูจีนอล ซึ่งสารชนิดนี้มีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ จึงช่วยลดอาการอักเสบและช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่มีส่วนทำให้เกิดอาการแน่นจุกเสียดได้ ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อทานกานพลูเข้าไปแล้วจึงช่วยในการขับลม ขับน้ำดี ช่วยย่อย ลดอาการปวดเกร็ง และลดการบีบตัวของลำไส้ได้ นอกจากนี้ยังช่วยแก้อาการปวดท้อง ท้องเสีย ท้องขึ้น ขับลมในลำไส้ และแก้ลมได้อีกด้วย

4. ช่วยรักษาโรคต่างๆ

นอกจากกานพลูจะมีสรรพคุณช่วยรักษาและป้องกันโรคต่างๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการรักษาโรคอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น โรคหอบหืด โรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยขับเสมหะ แก้อาการไอ อาการเหน็บชา ช่วยกระตุ้นการหลั่งเมือกและลดกรดในกระเพาะอาหาร เป็นต้น

สรรพคุณของกานพลู

กานพลูมีสารประกอบอย่างฟีโนลิกในปริมาณมาก ซึ่งมีสรรพคุณช่วยเรื่องการต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย
ใบกานพลูมีส่วนช่วยเผาผลาญแคลอรี ช่วยลดความอยากน้ำตาล และช่วยลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
กานพลูแก้ปวดฟัน ด้วยการใช้น้ำมันที่กลั่นมาจากดอกตูมของดอกกานพลูประมาณ 5 หยด แล้วใช้สำลีพันปลายไม้จุ่มน้ำมันนำมาอุดในรูที่ปวดฟันจะช่วยบรรเทาอาการปวดฟันได้ หรือจะนำดอกมาเคี้ยวแล้วอมไว้ตรงบริเวณที่มีอาการปวดฟันก็ได้ หรือจะนำดอกกานพลูมาตำให้แหลก ผสมกับเหล้าขาวเล็กน้อยพอให้แฉะ แล้วนำมาอุดฟันบริเวณที่ปวด (น้ำมันสกัด) หรือจะใช้ดอกตูมที่แห้งแล้วนำมาแช่เหล้าเอาสำลีชุบอุดรูฟันก็ได้เช่นกัน
ช่วยรักษาโรครำมะนาด (โรคปริทันต์) หรือโรคที่มีการอักเสบของอวัยวะรอบ ๆ ฟันนั่นเอง ด้วยการนำดอกมาเคี้ยวแล้วอมไว้ตรงบริเวณที่มีอาการของโรค (ดอกตูม)
ช่วยระงับกลิ่นปาก ดับกลิ่นเหล้าได้เป็นอย่างดี ด้วยการใช้ดอกตูมของกานพลูประมาณ 3 ดอก อมไว้ในปากจะช่วยลดกลิ่นปากลงไปได้บ้าง และยังเป็นส่วนผสมในน้ำยาบ้วนปากหลายชนิด (ดอกตูม)
ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน หน้ามืดตาลาย (ดอก)
ช่วยแก้อาการสะอึก แก้ซางต่าง ๆ (ดอก)
ดอกตูมของกานพลูใช้รับประทานเพื่อขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ (ดอกตูม)
ช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง ช่วยลดการบีบตัวของลำไส้ (ดอกตูม)
กานพลูมีสรรพคุณช่วยลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง ที่เกิดจากการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์ (ดอกตูม)                                                                                                                       ช่วยกระตุ้นการหลั่งเมือกและช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร (ดอกตูม)
ช่วยแก้อาการท้องเสียในเด็ก (ดอกตูม)
ช่วยแก้อาการเหน็บชา (ดอกตูม)
ช่วยรักษาโรคหืดหอบ (ดอกตูม)
ช่วยแก้อาการไอ ด้วยการอมดอกกานพลู ระหว่างอมอาจจะรู้สึกชาปากบ้างเล็กน้อย (ดอกตูม)
ช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน (ดอกตูม)
ช่วยขับเสมหะ แก้เสมหะเหนียวข้น (ดอกตูม)
ช่วยขับน้ำดี (ดอกตูม)
มีส่วนช่วยในการดูดซึมของธาตุเหล็กให้ดียิ่งขึ้น
ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย แก้เลือดเสีย (ดอกตูม)
ช่วยขับน้ำคาวปลา (ดอกตูม)
ช่วยแก้ลม แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ (ดอกตูม)
ช่วยขับผายลม จับลมในลำไส้ (ดอกตูม)
เปลือกของต้นการพลู ช่วยแก้อาการปวดท้อง แก้ลม และช่วยคุมธาตุ
ผลของกานพลูนำมาใช้เป็นเครื่องเทศ ซึ่งเป็นตัวช่วยให้มีกลิ่นหอม
น้ำมันหอมระเหยของกานพลู (Essential oil) ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ (น้ำมันหอมระเหย)
น้ำมันหอมระเหยของกานพลู ช่วยทำให้ประสาทสงบ
ใช้เป็นยาระงับอาการชักกระตุก ด้วยน้ำมันหอมระเหยจากกานพลู (น้ำมันหอมระเหย)
ช่วยทำให้ผิวหนังชา ด้วยการใช้น้ำมันหอมระเหยจากดอกกานพลู เพราะมีสาร Eugenol ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ (น้ำมันหอมระเหย)
ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อบิดชนิดไม่มีตัว เชื้อหนอง เชื้อโรคไทฟอยด์ เป็นต้น (ดอกตูม)
น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูมีส่วนช่วยฆ่าเชื้อจากบาดแผล แมลงสัตว์กัดต่อยได้
งานวิจัยพบว่าน้ำมันกานพลูสามารถช่วยละลายลิ่มเลือดและช่วยลดการจับตัวเป็นก้อนได้
กานพลูเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่นำมาใช้ในการย้อมสีผม ซึ่งจะให้สีผมที่ใกล้เคียงกับสีดำ
น้ำมันกานพลู (Clove oil) นำมาใช้ในการแต่งกลิ่นอาหาร แต่งกลิ่นสบู่ และยาสีฟัน
ประโยชน์ของกานพลูน้ำมันกานพลูมีฤทธิ์ในการช่วยไล่ยุงได้
ใช้เป็นส่วนผสมของสมุนไพรในตำรับยาต่าง ๆ หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น พิกัดตรีพิษจักร พิกัดตรีคันธวาต ยาหอมเทพจิต ยาหอมนวโกฐ ยาธาตุบรรจบ ยาประสะกานพลู เป็นต้น
กานพลูเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่แนะนำให้รับประทานของหญิงให้นมบุตรเพราะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และทำให้มีน้ำนมเพิ่มมากขึ้น แต่สำหรับหญิงที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันหอมระเหยกานพลู เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
ผู้ผลิตบางรายได้นำกานพลูมาทำเป็นบุหรี่ หรือที่เรียกกันว่าบุหรี่กานพลู โดยมีการพัฒนาสูตรใหม่ ๆเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรสชาติ ที่มีทั้งรสช็อกโกแลต รสบ๊วย รสวานิลลา รสผลไม้ และอื่น ๆ มากมาย แต่เหล่านี้ก็ยังถือเป็นอันตรายต่อสุขภาพอยู่ดี จึงไม่ขอแนะนำ และบุหรี่กานพลูก็มีพิษเทียบเท่ากับบุหรี่ทั่วไปอีกด้วย
น้ำมันสกัดจากการพลูสามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของ Lactococcus garvieae ในอาหารเลี้ยงเชื้อได้ เมื่อนำอาหารปลาที่ผสมกับน้ำมันกานพลูมาเลี้ยงปลานิล จะทำให้ปริมาณการตายเนื่องจากการติดเชื้อ L. garvieae ของปลานิลลดลง…

สมุนไพรว่านเพชรหึง ล้างน้ำให้สะอาดแล้วนำมาใส่โหลดองกับเหล้าไว้ดื่ม ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ

No Comments
สมุนไพรว่านเพชรหึง

สมุนไพรว่านเพชรหึง

สมุนไพรว่านเพชรหึง  กล้วยไม้เพชรหึง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กล้วยกา กะดำพะนาย ตับตาน ว่านหางช้าง ว่านงูเหลือม เอื้องพร้าว เป็นต้น สามารถพบได้ตามป่าดิบชื้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และทางภาคใต้
ต้นเพชรหึง เป็นกล้วยไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของทวีปเอเชียและในหมู่เกาะตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก ในประเทศไทยสามารถพบได้ตามธรรมชาติในป่าของจังหวัดพิษณุโลก ฉะเชิงเทรา เลย ชลบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี ตรัง และนราธิวาส สาเหตุที่คนไทยส่วนใหญ่เรียกเพชรหึงว่าเป็น “ว่าน” นั่นเป็นเพราะว่านเพชรหึงมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพร ส่วนที่มาของชื่อ “เพชรหึง” ในตำรากบิลว่านได้อธิบายว่า เมื่อดอกเพชรหึงแก่ ก้านดอกจะส่ายไปมาคล้ายกับงูโยกหัว และเมื่อมีพายุใหญ่พัดมา (พายุลมเพชรหึง) จะมีเสียงคล้ายการจุดประทัด แล้วดอกเพชรหึงจะหายไปพร้อมกับพายุ จากความเชื่อนี้จึงอธิบายได้ว่าทำไมคนไทยจึงตั้งชื่อกล้วยไม้ชนิดนี้ว่า “เพชรหึง” นั่นเป็นเพราะว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับลมเพชรหึงนั่นเอง ดังที่ได้มีการอธิบายไว้ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ (พ.ศ.2416 ) ที่กล่าวไว้ว่า “เพ็ชหึง คือ ชื่อว่านอย่างหนึ่ง เหมือนลมเพ็ชหึงนั้น
ต้นว่านเพชรหึง จัดเป็นกล้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นกล้วยไม้ประเภทแตกกอ มีระบบรากอากาศ มักเกาะอาศัยอยู่บนพรรณไม้อื่น อาจมีลำต้นสูงได้ถึง 3 เมตร ลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-5 เซนติเมตร เมื่อเจริญเต็มที่จะเปลี่ยนจากสีเขียวแกมเหลืองเป็นสีเหลือง ว่านเพชรหึงเป็นกล้วยไม้ที่ชอบแสงแดดค่อนข้างมาก (แต่ไม่จัดมากนัก) ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ

สมุนไพรว่านเพชรหึง

สรรพคุณว่านเพชรหึง

ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ด้วยการใช้ลำต้นกับก้านใบนำมาหั่นบาง ๆ ล้างน้ำให้สะอาดแล้วนำมาใส่โหลดองกับเหล้าไว้ดื่ม (ลำต้น,ก้านใบ)
ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง (ใช้สูตรเดียวกับยาอายุวัฒนะ) (ลำต้น, ก้านใบ)
ช่วยแก้อาการไอและอาการเจ็บคอ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ช่วยขับลมในลำไส้ (ใช้สูตรเดียวกับยาอายุวัฒนะ) (ลำต้น, ก้านใบ)
ลำต้นเพชรหึงใช้ตำผสมเหล้าเอาน้ำมากินหรือนำมาฝนกับเหล้าดื่ม ส่วนกากที่เหลือเอามาใช้พอกปากแผล มีฤทธิ์เป็นยาเย็นช่วยถอนพิษ แก้อาการอักเสบเนื่องจากถูกงูกัด ช่วยแก้พิษงูกัด พิษตะขาบ และพิษแมงป่องต่อย (ลำต้น) แต่อีกข้อมูลหนึ่งระบุว่า “ถ้าเป็นงูมีพิษไม่ควรใช้”
ช่วยรักษาอาการผื่นคันมีน้ำเหลือง (ลำต้น)
ลำต้นใช้ฝนกับน้ำซาวข้าวใช้ทาพอกรักษาฝี (ลำต้น)[3 ช่วยรักษาฝีประคำร้อย (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)…

สมุนไพรกัญชาเทศ สมุนไพรฟอกเลือด

No Comments
สมุนไพรกัญชาเทศ

สมุนไพรกัญชาเทศ

สมุนไพรกัญชาเทศ  มีชื่อเรียกอื่นว่า ส่าน้ำ (เลย), กัญชาเทศ (ราชบุรี), ซ้าซา (นครพนม), เอิยะบ่อเช่า (จีนแต้จิ๋ว), อี้หมูเฉ่า (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของกัญชาเทศ
ต้นกัญชาเทศ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีอายุประมาณ 1-2 ปี ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 60-180 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมตั้งตรง แตกกิ่งก้านเล็กน้อย มีขนเล็ก ๆ ขึ้นตามต้น เมื่อออกดอกแล้วต้นจะตาย

สมุนไพรกัญชาเทศ

สรรพคุณ
ทั้งต้นและเมล็ดมีรสหอมขมและเผ็ดเล็กน้อย เป็นยาเย็น มีสรรพคุณเป็นยาบำรุง ช่วยบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ ฟอกเลือด ช่วยขับลม ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเป็นเลือด ขับประจำเดือน แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ บรรเทาอาการปวดประจำเดือนเนื่องจากหลอดเลือดของมดลูกมีการอุดตันและเป็นสาเหตุทำให้ปวดประจำเดือน ช่วยแก้อาการปวดท้องหลังคลอดบุตร ช่วยขับน้ำคาวปลาหลังการคลอดบุตร และมีผลทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น ช่วยขับน้ำเหลืองเสีย รักษาไตอักเสบในเบื้องต้น แก้บวมน้ำ และใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อย โดยส่วนมากจะนิยมใช้ใบมากกว่าราก (ทั้งต้นเหนือดิน)เมล็ดกัญชาเทศมีรสหวานและฉุน ใช้เป็นยาลดความดันโลหิตสูง แก้ประจำเดือนไม่ปกติ ช่วยขับประจำเดือน ขับน้ำเหลืองเสีย และรักษาแผลต่าง ๆ (เมล็ด)
รากและใบใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้อาการปวดศีรษะ และเป็นยาขับลม (รากและใบ)
ตำรายาพื้นบ้านจะใช้ทั้งต้นที่อยู่เหนือดิน 3-4 กิ่ง เติมน้ำ 3 ถ้วย ต้มพอให้เดือด ใช้ดื่มครั้งละ 1 ถ้วย วันละ 3 ครั้ง เป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย (ทั้งต้นเหนือดิน)
ส่วนการนำมาใช้ภายนอกจะใช้ใบเป็นยารักษาพิษฝีหนองของผิวหนัง (ใบ)…

สุดยอดสมุนไพร กวาวเครือขาว พืชสมุนไพร สำหรับผู้หญิงโดยเฉพราะ

No Comments
สุดยอดสมุนไพร กวาวเครือขาว พืชสมุนไพร

สุดยอดสมุนไพร กวาวเครือขาว พืชสมุนไพร มีประโยชน์อย่างมากสำหรับเพศหญิง

สุดยอดสมุนไพร กวาวเครือขาว พืชสมุนไพร สมุนไพรกวาวเครือขาว จัดเป็นไม้เลื้อยหรือพืชในตระกูลถั่ว โดยเป็น 1 ใน 4 ชนิดของกวาวเครือทั้งหมด มีหัวอยู่ใต้ดิน ลักษณะกลม มีหลายขนาด ถ้าหัวที่มีอายุมากอาจหนักถึง 20 กิโลกรัม เมื่อเอามีดผ่าออกจะมียางสีขาวคล้ายน้ำนม เนื้อในจะมีสีขาวคล้ายมันแกว เนื้อเปราะ มีเส้นมาก ส่วนหัวเล็ก เนื้อในจะละเอียด มีน้ำมาก และนิยมเพาะปลูกหรือพบมากทางภาคเหนือและอีสานของประเทศ

กวาวเครือขาวเป็นสมุนไพรไทยที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับเพศหญิง แต่สำหรับเพศชายก็สามารถรับประทานได้เช่นกัน เพราะมีสรรพคุณช่วยทำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวยและเป็นยาอายุวัฒนะ ซึ่งตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขจัดให้กวาวเครือขาวเป็นตัวยาชนิดหนึ่งในตำรับยาบำรุงร่างกาย และได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเป็นตำรับยาแผนโบราณและยาแผนโบราณสามัญประจำบ้าน ซึ่งสามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งจากแพทย์

สุดยอดสมุนไพร กวาวเครือขาว พืชสมุนไพร

สรรพคุณ

ประโยชน์ของกวาวเครือขาวช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง เปล่งปลั่งสดใส นุ่มนวลเรียบเนียน
เป็นสมุนไพรอายุวัฒนะ มีส่วนช่วยในการชะลอวัย
ประโยชน์กวาวเครือขาวช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย และลดเลือนริ้วรอยบริเวณผิวหน้าและผิวกาย
กวาวเครือขาวมีสรรพคุณช่วยขยายทรวงอกให้มีขนาดใหญ่ขึ้น แก้ปัญหาทรวงอกหย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึงเหมือนเดิม
ช่วยเพิ่มปริมาณเส้นผมและช่วยให้เส้นผมดกดำ
ช่วยให้ผมขาวกลับคืนสภาพปกติ ลดการหลุดร่วงของเส้นผม
ฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นมีส่วนช่วยลดความมันบนใบหน้า
มีส่วนในการช่วยลดสิว ฝ้า กระ
ช่วยสมานริ้วรอยบนใบหน้าจากความหยาบกร้าน
ช่วยเพิ่มความกระชุ่มกระชวยให้กับร่างกาย
ชวยให้ร่างกายผ่อนคลาย
ช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย เมื่อยล้าของร่างกาย
ช่วยให้นอนหลับสบาย
บำรุงสมอง ช่วยให้ความจำดีขึ้น
สำหรับผู้ที่ผอมแห้ง จะช่วยทำให้ดูอ้วนท้วมสมบูรณ์ขึ้น
ช่วยให้รับประทานอาหารได้รสชาติอร่อยขึ้น
ช่วยบำรุงโลหิต ทำให้มีพลัง
ช่วยป้องกันโรคตาฟาง และต้อกระจก
ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้
ช่วยบำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้เจริญ
ใช้เป็นฮอร์โมนทดแทนในเพศหญิงได้ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
ช่วยรักษาอาการหมดประจำเดือนในวัยก่อนและหลังหมดประจำเดือนที่มีอาการบกพร่องของฮอร์โมนเอสโตรเจน
ช่วยทำให้ช่องคลอดของหญิงวัยทองไม่แห้งด้วย
มีช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งมดลูก
แก้อาการปวดประจำเดือน ปัญหาประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ
ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
ช่วยให้การเคลื่อนไหว การเดินเหินคล่องแคล่วขึ้น
มีส่วนช่วยลดและรักษาอาการ vasomotor (อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกกลางคืน)
สำหรับผู้ที่เคยมีบุตรแล้วจะช่วยทำให้ช่องคลอดกระชับขึ้น และช่วยลดปัญหาหน้าท้อง สะโพก ต้นขาลายได้
สำหรับผู้ที่มีบุตรยาก เชื่อว่าจะทำให้มีบุตรง่ายขึ้น
มีการศึกษาทดลองในสัตว์ต่าง ๆ (หนู สุนัข แมว) พบว่ากวาวเครือขาวช่วยคุมกำเนิดได้ทั้ง 2 เพศ คือ ทำให้สัตว์เพศผู้ไม่อยากผสมพันธุ์ ส่วนเพศเมียช่องคลอดและมดลูกจะขยายใหญ่ ทำให้การตกไข่ถูกยับยั้ง
ในการรับประทานไม่ควรหวังผลในการเพิ่มขนาดทรวงอกหรือบำรุงสมรรถภาพทางเพศ เพราะยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันทางด้านความปลอดภัยและคุณสมบัติอย่างชัดเจน แต่ควรใช้เพื่อบำรุงร่างกาย แก้ปัญหาประจำเดือนซะมากกว่า
นำมาผลิตเป็นกวาวเครือขาวแคปซูลและกวาวเครือขาวแบบครีมเพื่อช่วยขยายหน้าอก…

กระถินยาอายุวัฒนะ และอีหลากหลายสรรพคุณที่คุณต้องรู้!!!

No Comments
กระถินยาอายุวัฒนะ

กระถินยาอายุวัฒนะ ที่คุณ ไม่ควรพลาด

กระถินยาอายุวัฒนะ กระถิน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กะเส็ดโคก กะเส็ดบก (ราชบุรี), กะตง กระถิน กระถินน้อย กระถินบ้าน ผักก้านถิน (สมุทรสงคราม), ผักก้านถิน (เชียงใหม่), ผักหนองบก (ภาคเหนือ), กระถินไทย กระถินบ้าน กระถินดอกขาว กระถินหัวหงอก (ภาคกลาง), ตอเบา สะตอเทศ สะตอบ้าน (ภาคใต้), กระถินยักษ์
ต้นกระถิน และมีถิ่นกำเนิดในอเมริกาเขตร้อนและในหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก มีการนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย เนื่องจากต้นกระถินเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ได้ง่ายจึงพบได้ทั่วไป จัดเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก มีขนาดความสูงประมาณ 3-10 เมตร ไม่ผลัดใบ ลักษณะทรงต้นเป็นเรือนยอดรูปไข่หรือกลม เปลือกต้นมีสีเทา และมีปุ่มนูนของรอยกิ่งก้านที่หลุดร่วงไป และขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยหรือในดินเหนียวอุ้มน้ำได้ดี

กระถินยาอายุวัฒนะ

สรรพคุณของกระถิน

ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ (ราก, เมล็ดแก่
กระถินมีฟอสฟอรัสสูง จึงช่วยเสริมสร้างและบำรุงกระดูก (ยอดอ่อน, ฝักอ่อน, เมล็ด)
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด (ยอดอ่อน)
ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง (ยอดอ่อน)
กระถินอุดมไปด้วยวิตามินเอ จึงช่วยบำรุงและรักษาสายตาได้ (ยอดอ่อน)…

สมุนไพรต้นทานาคา ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง

No Comments
สมุนไพรต้นทานาคา

สมุนไพรต้นทานาคา หรือเรียกอีกอย่างว่า สมุนไพรกระแจะ

สมุนไพรต้นทานาคา  จัดเป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ต้น หรือเป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีความสูงของต้นประมาณ 8-15 เมตร ลำต้นมีลักษณะเปลาตรง แตกกิ่งต่ำ กิ่งก้านตั้งฉากกับลำต้น โดยกิ่งอ่อนและยอดอ่อนจะเกลี้ยง ส่วนเนื้อไม้เป็นสีขาว เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาล ผิวขรุขระ ลำต้นและกิ่งมีหนาม หนามมีลักษณะแข็งและยาว โดยหนามจะออกแบบเดี่ยว ๆ หรือออกเป็นคู่ ๆ และยาวได้ถึง 2.5 เซนติเมตร เนื้อไม้เมื่อตัดมาใหม่ ๆ จะเป็นสีขาวแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน หากทิ้งไว้นาน ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนสีเหลืองอ่อน ต้นกระแจะสามารถพบได้ตามป่าเบญจพรรณทั่วไป รวมไปถึงป่าเต็งรังและป่าดิบแล้ง ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 100-400 เมตร ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดหรือการปักชำด้วยกิ่งอ่อนหรือราก โดยมีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ในประเทศพม่า ปากีสถาน ศรีลังกา อินเดีย บังกลาเทศ มณฑลยูนนานของจีน และในภูมิภาคอินโดจีน ส่วนในประเทศไทยนั้นเขตการกระจายพันธุ์คือทางภาคเหนือและภาคตะวันตกเฉียงใต้
สมุนไพรกระแจะ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กระแจะจัน ขะแจะ (ภาคเหนือ), ตุมตัง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, บ้างก็ว่าภาคกลาง), พญายา (ราชบุรี, ภาคกลาง), ตะนาว (มอญ), พินิยา (เขมร), กระแจะสัน, ตูมตัง, จุมจัง, จุมจาง, ชะแจะ, พุดไทร, ฮางแกง, ทานาคา เป็นต้น

สมุนไพรต้นทานาคา

สรรพคุณ

ผลมีรสขมและเฝื่อน ใช้เป็นยาบำรุงกำลังและเป็นยาบำรุงร่างกาย (ผล, ผลสุก)
ช่วยบำรุงดวงจิตให้แช่มชื่น (เปลือกต้น)
ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ผลสุก, เปลือกต้น, แก่น)
ช่วยแก้อาการผอมแห้ง (แก่น, ผล, ราก)
แก่นมีรสจืดและเย็น นำมาดองกับเหล้าใช้กินเป็นยาแก้กษัยได้ (อาการป่วยที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ซูบผอม และโลหิตจาง) (แก่น ผล, ราก)
แก่นใช้ดองกับเหล้ากินเป็นยาบำรุงโลหิต แก้โลหิตพิการ โรคเลือด (แก่น)
ใบกระแจะมีรสขมและเฝื่อน ใช้ผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นต้มกินแก้ลมบ้าหมู แต่อีกตำราไม่ได้ระบุว่าต้องใช้ผสมกับสมุนไพรชนิดใด (ใบ, ผล, ราก)
ช่วยแก้พิษ (ผล)
ช่วยแก้ไข้ ถอนพิษไข้ (ผล, ผลสุก, เปลือกต้น, แก่น, ราก)
ช่วยแก้อาการร้อนใน ด้วยการใช้ต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 เวลา (ต้น)

ช่วยดับพิษร้อนในร่างกาย ด้วยการใช้แก่นนำมาดองกับเหล้าดื่มเป็นยา (แก่น, เปลือกต้น)
ช่วยขับเหงื่อ (ราก)
ช่วยแก้อาการท้องเสีย (ผล)
ช่วยขับผายลม (เปลือกต้น)
ช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย (ผล)
รากมีรสขมเย็น ช่วยรักษาโรคในลำไส้ แก้อาการปวดท้องบริเวณลำไส้ใหญ่และบริเวณลิ้นปี่ (ราก)
รากใช้เป็นยาถ่าย เป็นยาระบายอ่อน ๆ ได้ (ราก)
ช่วยในการคุมกำเนิด (ใบ)
ผลสุกใช้เป็นยาสมานแผล (ผลสุก)
ช่วยแก้โรคประดง (เป็นอาการของโรคผิวหนังที่มีผื่นคัน เป็นเม็ดขึ้นคล้ายกับผด จะมีอาการคันมาก และมักจะมีอาการไข้ร่วมด้วยเสมอ) ด้วยการใช้ต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 เวลา (ต้น)
ต้นนำมาต้มกับน้ำใช้ดื่มครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน และเย็น จะช่วยแก้อาการปวดเมื่อย ปวดตามข้อ แก้อาการเส้นตึงได้ (ต้น)
ช่วยแก้อาการปวดข้อ ปวดกระดูก (ใบ)…

กระเจียวขาว สรรพคุณทางสมุนไพรอันหลากหลาย

No Comments
สรรพคุณทางสมุนไพรอันหลากหลาย

สรรพคุณทางสมุนไพรอันหลากหลาย  ของ กระเจียวขาว

สรรพคุณทางสมุนไพรอันหลากหลาย กระเจียวขาว มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า อาวขาว (เชียงใหม่), กระเจียวโคก กระชายดง (เลย), กระเจียวขาว (นครราชสีมา), ว่านม้าน้อย (สุโขทัย), กระจ๊อด, กระเจียว, ดอกดิน, อาว เป็นต้น
ต้นกระเจียวขาว จัดเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง มีความสูงของต้นประมาณ 15-50 เซนติเมตรและอาจสูงได้ถึง 70 เซนติเมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน และมีกลิ่นหอม เหง้ามีลักษณะเป็นรูปไข่ มีขนดาประมาณ 2×1 เซนติเมตร ภายในเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ และเหง้ามีขนาดสั้นมาก เหง้าของลำต้นเทียมที่แก่เต็มที่หรือมีดอกแล้วเท่านั้นที่จะบวมพองสะสมน้ำและอาหารได้ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้หัวเหง้าและเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีอินทรียวัตถุสูงและมีแสงแดด ซึ่งในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ตามป่าดิบทั่วไป ป่าดิบแล้ง ป่าผลัดใบ บริเวณโคกและบริเวณป่าโปร่ง ส่วนในต่างประเทศจะพบได้ที่ประเทศอินเดีย พม่า ลาว เวียดนาม มาเลเซีย และจีน

 สรรพคุณทางสมุนไพรอันหลากหลาย

สรรพคุณของกระเจียวขาว
หน่ออ่อนและดอกอ่อนของกระเจียวมีรสเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอม เป็นยาช่วยขับลม (หน่ออ่อน, ดอกอ่อน)
ใบนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำใช้เป็นยาทารักษาแผลสดและช่วยห้ามเลือด (ใบ)
ตามตำรับยาพื้นบ้านล้านนาและชาวเขาเผ่าอีก้อ จะใช้ต้นกระเจียวขาวทั้งต้น หัวขมิ้นขาว หัวข่าหด หัวเร่ว หัวไพล หัวว่านมหาเมฆ หัวว่านสาวหลง และหัวว่านแสงอาทิตย์ นำมาเคี่ยวกับน้ำมันพืชแล้วกรองเอากากทิ้ง เอาแต่น้ำมันมาใช้เป็นยาทาถูนวด แก้อาการปวดเมื่อย…

สมุนไพรธูปฤาษี สามารถนำมาใช้เป็นยาบำบัดโรคบางชนิดได้

No Comments
สมุนไพรธูปฤาษี

สมุนไพรธูปฤาษี

สมุนไพรธูปฤาษี  มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กกช้าง กกธูป เฟื้อ เฟื้อง หญ้าเฟื้อง หญ้ากกช้าง หญ้าปรือ (ภาคกลาง), หญ้าสลาบหลวง หญ้าสะลาบหลวง (ภาคเหนือ), ปรือ (ภาคใต้) เป็นต้นต้นธูปฤาษี มีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรปและอเมริกา จัดเป็นไม้ล้มลุกมีอายุหลายปี เหง้ากลม แทงหน่อขึ้นเป็นระยะสั้น ๆ ลำต้นตั้งตรง มีความสูงประมาณ 1.5-3 เมตร เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ชุ่มน้ำ ขยายพันธุ์ด้วยผลหรือเมล็ด พบขึ้นตามหนองน้ำ ลุ่มน้ำทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม ตามทะเลสาบหรือริมคลอง รวมไปถึงตามที่โล่งทั่ว ๆ ไป

สมุนไพรธูปฤาษี

สรรพคุณ

อับเรณูและลำต้นใช้เป็นยารักษาโรคทางเดินปัสสาวะ (ลำต้น, อับเรณู) บ้างก็ว่าลำต้นใต้ดินและรากสามารถนำมาใช้เป็นยาบำบัดโรคบางชนิดได้ เช่น การช่วยขับปัสสาวะ (ลำต้น, ราก)
ลำต้นธูปฤาษีช่วยเพิ่มน้ำนมของสตรีหลังการคลอดบุตร (ลำต้น)…

ฉัตรทอง สรรพคุณและก็ประโยชน์ซึ่งมาจากต้นฉัตรทอง 35 ข้อ

No Comments
ฉัตรทอง

ฉัตรทอง

ฉัตรทอง ชื่อสามัญ Hollyhock

ฉัตรทอง ชื่อวิทยาศาสตร์ Alcea rosea L. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Althaea rosea (L.) Cav.) จัดอยู่ในตระกูลชบา (MALVACEAE)

สมุนไพรฉัตรทอง มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า ซูขุย (ภาษาจีนกลาง), จวกขุ่ยฮวย (จีน-แต้จิ๋ว) ฯลฯ

สรรพคุณของฉัตรทอง

  • รากและดอกใช้เป็นยาจับพิษร้อนในร่างกาย ทำให้เลือดเย็น (ราก, ดอก)
  • รากและเมล็ดเป็นยาบำรุงธาตุในร่างกาย (ราก, เมล็ด)
  • ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น (ดอก)
  • ช่วยแก้โลหิตกำเดา (ราก, ดอก)
  • ช่วยทำให้ชุ่มชื่น (ดอก)
  • รากสามารถนำมาใช้เป็นยารักษาและป้องกันโรคเยื่อจมูกอักเสบหรือเยื่อภายในร่างกายอักเสบได้ (ราก)
  • หากมีไข้หรือเป็นไข้จับสั่น ก็ให้ใช้ดอกสดที่ผึ่งแห้งแล้ว นำมาบดเป็นผงผสมกับน้ำรับประทานเป็นยาแก้ไข้ ส่วนรากและเมล็ดในตำราได้ระบุไว้ว่ามีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ ลดไข้เช่นเดียวกับดอก (ดอก, ราก, เมล็ด)
  • ช่วยแก้อาการไอเป็นเลือด (ราก, ดอก)
  • ช่วยรักษาโรคหัด ด้วยการใช้ดอกที่บานเต็มที่แล้ว (สดหรือแห้งก็ได้) นำมาต้มกินหรือบดเป็นผงกิน (ดอก)
  • ช่วยรักษาอาการอาเจียนเป็นเลือดหรือตกเลือด ด้วยการนำรากสดประมาณ 30 กรัมนำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้รากสดประมาณ 60 กรัม นำมาคั้นเอาแต่น้ำผสมกับเหล้ารับประทานเป็นยาก็ได้ หรือหากมีอาการตกเลือดก็สามารถใช้ดอกนำมาต้มรับ
  • ประทานเป็นยาได้เช่นกัน (ดอก, ราก)
  • ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ (ราก, ดอก)
  • ใช้รักษาเด็กที่ปากเป็นแผลอักเสบ ด้วยการใช้ยอดอ่อนผสมกับน้ำผึ้ง นำมาทาเช้าเย็น โดยการนำไปปิ้งกับไฟให้แห้งแล้วให้เป็นผงเสียก่อน (ยอดอ่อน)
  • ช่วยแก้บิด ขับถ่ายเป็นเลือด ด้วยการใช้ยอดอ่อนนำมาต้มกับน้ำรับประทาน แต่ต้องนำมาปิ้งกับไฟให้พอเหลืองเสียก่อน และให้ใช้ประมาณ 6-18 กรัม หรือจะใช้ดอกนำมาต้มรับประทานก็ได้ (ยอดอ่อน, ดอก)
  • หากมีอาการท้องผูก ก็ให้ใช้ดอกสดประมาณ 30 กรัม นำมาผสมกับชะมดเชียง 1.5 กรัม กับน้ำอีกครึ่งแก้วใช้ต้มรับประทาน บ้างก็ว่าให้ใช้รากสด ๆ ผสมกับเมล็ดของตังเกี้ยงไฉ่ (อย่างละ 30 กรัม) นำมาต้มกับน้ำรับประทาน ส่วนเมล็ดก็แก้ท้องผูกเช่นกัน
  • โดยนำมาเมล็ดมาต้มรับประทานหรือบดเป็นผงรับประทาน แต่จะต้องใช้เมล็ดจากผลแก่ที่ตากแห้งแล้ว (ดอก, เมล็ด, ราก)
  • เมล็ดใช้เป็นยาช่วยหล่อลื่นลำไส้ ด้วยการใช้เมล็ดจากผลแก่ที่ตากแห้งแล้ว นำมาต้มรับประทานหรือบดเป็นผงรับประทาน ส่วนดอกตามตำราก็ระบุว่ามีสรรพคุณช่วยหล่อลื่นเช่นกัน (เมล็ด, ดอก)
  • ใช้รักษาแผลในลำไส้ ด้วยการใช้รากแห้งประมาณ 3 กรัม นำมาต้มกับน้ำใช้รับประทานเป็นยา (ราก)
  • ช่วยแก้ลำไส้อักเสบ รักษาฝีในลำไส้ หรือฝีในท้อง ด้วยการใช้รากฉัตรทอง 20 กรัม โกฐน้ำเต้า 6 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน แต่หากมีอาการเลือดออกด้วยก็ให้เพิ่มโกฐสอ 20 กรัม แปะเจียก 20 กรัม และสารส้มสตุ 19 กรัม ต้มกับน้ำเป็นยารับ
  • ประทาน หรือจะนำมารวมกันแล้วบดให้เป็นผง ทำเป็นยาเม็ดลูกกลอนรับประทานก็ได้เช่นกัน (ราก)
  • ช่วยรักษาโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ด้วยการนำเมล็ดแก่ที่ตากแห้งแล้วนำมาบดเป็นผง ใช้ผสมกับน้ำอุ่นรับประทานวันละ 2 ครั้ง โดยใช้รับประทานครั้งละ 6 กรัม (ตำรับนี้สามารถใช้แก้ปัสสาวะขัดและอุจจาระขัดได้ด้วย) ส่วนเด็กที่มีอาการท้องผูกก็รับ
  • ประทานได้ แต่ต้องใช้ประมาณ 3-10 กรัม (เมล็ด)
  • รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัดและอุจจาระติดขัด (เข้าใจว่าใช้รากสดประมาณ 30-60 กรัม) หรือจะใช้ดอกสดประมาณ 35 กรัม นำมาต้มกับน้ำครึ่งแก้วแล้วใส่ชะมดเชียง 2 กรัม เป็นยารับประทาน ส่วนเมล็ดก็มีสรรพคุณขับปัสสาวะ
  • เช่นกัน แต่ต้องเป็นเมล็ดจากผลแก่ที่ตากแห้งแล้วนำมาต้มหรือบดเป็นผงรับประทาน (ดอก, เมล็ด, ราก)
  • รากและดอกใช้แก้ทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ ปัสสาวะแสบร้อน (ราก, ดอก)
  • ช่วยแก้อาการปัสสาวะมากผิดปกติ ด้วยการใช้รากสดนำมาล้างให้สะอาด แล้วทุบให้แตกใส่น้ำต้มให้เดือดจนเข้มข้น แล้วรินน้ำรับประทาน (ราก)
  • หากปัสสาวะเป็นเลือด ให้ใช้เถาจากยอดอ่อนของต้นฉัตรทองนำมาผสมกับเหล้าใช้รับประทานวันละ 2 ครั้ง แต่ต้องรับประทานทีละน้อย ๆ หรือจะใช้รากสดนำมาต้มกับดื่มก็ได้ ส่วนดอกและเมล็ดตามตำราก็ระบุว่าแก้ปัสสาวะเป็นเลือดได้เช่นกัน (เถาจาก     ยอดอ่อน, ดอก, เมล็ด, ราก) 
  • ใช้รักษาโรคหนองใน ด้วยการใช้ยอดอ่อนหรือใบนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยา จะใช้ใบสดหรือใบแห้งก็ได้ หรือจะนำมาเผาให้เป็นเถ้าแล้วนำมาบดเป็นผงกินก็ได้เช่นกัน โดยจะใช้อยู่ที่ประมาณ 6-20 กรัม หรือจะใช้รากสดประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้มกับน้ำ     กิน หรือทำเป็นเม็ด หรือบดเป็นผงกินก็ได้ ส่วนเมล็ดก็สามารถนำมาทำเป็นยาแก้โรคหนองในได้เช่นกัน (ใบ, เมล็ด, ราก)
  • หากสตรีมีอาการตกขาว ให้นำดอกสดประมาณ 150 กรัม นำมาผึ่งให้แห้งในที่ร่ม แล้วนำไปบดเป็นผงผสมกับน้ำผึ้งรับประทาน แต่ก่อนรับประทานจะต้องดื่มเหล้าก่อน 1 ถ้วยชา หรือจะใช้รากสด ๆ ประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้มกับน้ำกินก็ได้เช่นกัน             (ดอก, ราก) ส่วนอีกวิธีให้ใช้รากฉัตรทอง 35 กรัมและดอกอีก 10 กรัม นำมาตุ๋นกับเนื้อหมูรับประทาน ก็สามารถใช้แก้มุตกิดระดูขาวได้เช่นกัน (ราก, ดอก)
  • ช่วยรักษาปากมดลูกอักเสบ (ราก, ดอก)
  • ช่วยรักษาอาการบวมน้ำ ด้วยการนำเมล็ดแก่ที่ตากแห้งแล้วนำมาบดเป็นผง ใช้ผสมกับน้ำอุ่นรับประทานวันละ 2 ครั้ง โดยใช้รับประทานครั้งละ 6 กรัม ส่วนเด็กที่มีอาการท้องผูกก็รับประทานได้ แต่ต้องใช้ประมาณ 3-10 กรัม (เมล็ด) ส่วนรากและดอกก็ช่วยแก้บวมน้ำได้เช่นกัน (ราก, ดอก)
  • ใช้รักษาแผลไฟไหม้ แผลโดนน้ำร้อนลวก ด้วยการใช้ดอกสดที่ตำละเอียดแล้วนำมาผสมกับน้ำมันพืช ใช้เป็นยาพอกบริเวณนั้น (ดอก)
  • รากและเมล็ดใช้ตำพอกรักษาแผลเรื้อรังได้ (ราก, เมล็ด)
  • ใช้รักษาแผลหิด ด้วยการใช้เมล็ดจากผลแก่ที่ตากแห้งแล้ว นำมาต้มหรือบดเป็นผงรับประทาน (เมล็ด)
  • ช่วยรักษาแผลบวมอักเสบ ด้วยการใช้รากสดนำมาตำแล้วพอก หรือถ้าเป็นแผลบวมจะใช้ดอกมาตำหรือบดให้เป็นผงใช้พอกหรือทาบริเวณที่เป็นแผลก็ได้ (ดอก, ราก)
  • ช่วยรักษาแผลฝีหนอง ด้วยการใช้ยอดอ่อนหรือใบนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยา จะใช้ใบสดหรือใบแห้งก็ได้ หรือจะนำมาเผาให้เป็นเถ้าแล้วนำมาบดเป็นผงรับประทานก็ได้เช่นกัน โดยจะใช้อยู่ที่ประมาณ 6-20 กรัม (ใบ) ส่วนรากและดอกก็ช่วยขับฝีหนอง           (ราก, ดอก)
  • รากใช้เป็นยาดูดหนอง ด้วยการใช้รากสด ๆ นำมาตำแล้วพอกบริเวณที่เป็น (ราก)
  • รากและเมล็ดช่วยในการคลอดบุตรของสตรี (ราก, เมล็ด)

ประโยชน์ของฉัตรทอง

  • หากใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นหรือเป็นฝ้า ก็ให้ใช้ดอกสดนำมาบดให้ละเอียดผสมกับรังผึ้งสด ใช้ทาหน้าก่อนนอนทุกคืน
  • ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับตามรั้วตามสวนทั่วไป

 

แหล่งที่มา.. didigamescom.org